คำถามที่สำคัญที่สุดคืออะไร?

by guopai

Image

น้องชายของผม เป็นนักเรียนไทยคนแรกที่ได้เหรียญจากการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ เรียนจบปริญญาตรีฟิสิกส์คะแนนสูงสุดของปีที่มหิดล มีบทความวิชาการตีพิมพ์ลง Journal วิชาการนานาชาติตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี เรียนจบปริญญาโทฟิสิกส์ทฤษฎีด้วยเกรด 4.00 จากเนเธอร์แลนด์ โดยได้คะแนนวิทยานิพนธ์สูงเท่ากับอดีตนักศึกษาร่วมสถาบันที่ตอนนี้เป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล

ก่อนจะกลับไปเรียนต่อปริญญาเอก น้องชายของผมได้บวชเป็นพระภิกษุ พอครบกำหนดสึก เขาได้ตัดสินใจว่าจะเป็นพระต่อไป

มนุษย์ตั้งแต่โบราณอยากเข้าใจเรื่องที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจทั่วไป แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ ตาเรามองเห็นอะไร วัตถุประกอบขึ้นจากอะไร เวลาคืออะไร สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร จักรวาลเริ่มอย่างไร มีจุดสิ้นสุดไหม…

เราถามคำถามเหล่านี้ ไม่ได้ด้วยความสงสัยลอยๆ แต่ด้วยความเข้าใจ ว่าการตอบคำถามเหล่านี้ได้ จะทำให้เราเข้าใจว่า เราเกิดมาทำไม?

ผมจำได้ว่าในวัยเด็ก มีอยู่สองสามครั้งที่ผมตกอยู่ในภวังค์ และนึกถึงคำถามนี้ เราเกิดมาทำไม? ผมรู้สึกตัวเองลอยเคว้างคว้างอยู่ในความมืดสนิท โยกโยนไปมา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงดวงตานั้นเปิดอยู่

เมื่อเข้าสู่สภาวะที่เราตั้งคำถาม ว่าผมเกิดมาทำไม จำได้ว่าผมตกใจกลัวสุดขีด มันเป็นความกลัวที่สั่นสะเทือนไปทั้งร่างกายและจิตใจ ความกลัวที่หยั่งลึกไม่มีจุดจบ มีความเข้มข้นและความกว้างขวางเหลือประมาณ เรารู้สึกว่าเราไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่ใครเลย แต่ก็ขัดกับสิ่งที่เราสัมผัสว่าเรามีตัวตน มันเป็นความย้อนแย้ง ขัดแย้ง ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้

หน้าที่ของการเกิดมา คือต้องกล้าที่จะตั้งคำถาม ว่าทำไมเราถึงเกิดมา? และหาคำตอบนั้นให้พบ แต่ละคนอาจสรรหาคำตอบสวยหรูมาได้ เช่น เกิดมาประสบความสำเร็จ เกิดมามีความสุข เกิดมาทำบุญ เกิดมามอบความสุขให้คนที่รัก…

แต่คำตอบที่แท้จริงนั้นมีหนึ่งเดียว คือเราเกิดมาเพราะมีเหตุให้เกิด คำตอบที่พระพุทธเจ้าค้นพบนี้เรียบง่ายแสนธรรมดา แต่ลึกซึ้งกินความทุกสิ่งทุกอย่าง คำตอบนี้อธิบายได้ว่าเราเกิดมาทำไม และควรทำอะไรในชีวิตนี้

การกระทำทุกอย่างก่อให้เกิดผล ผลนั้นมีลักษณะเป็นทุกข์ เพราะมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา เสียดสีกับสิ่งต่างๆ เสมอ ผลของการกระทำซึ่งก่อตัวเป็นสิ่งต่างๆ ทั้งที่จับต้องได้และที่จับต้องไม่ได้นั้น อันที่จริงไม่ได้มีตัวตนเป็นของมันเอง เป็นเพียงการรวมตัวของปัจจัยต่างๆ ซึ่งก็ล้วนเป็นผลของการกระทำในอดีตมาอีกทีหนึ่ง

การเกิดเป็นผลจากการกระทำในอดีต และถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่าการเกิดนั้นเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น ความสุขที่แท้เป็นเพียงสภาวะที่ความทุกข์ถูกบรรเทา มีน้อยลง หรืออาจเป็นความทุกข์โดยตัวของมันเองก็ยังได้ เพราะมันคือการปรุงแต่งจากความเป็นจริง ไม่ได้มีอยู่จริง และต้องจากไป

หน้าที่ของคนเรา คือการเรียนรู้ปรากฏการณ์ของเหตุและผล การเกิดและดับของสิ่งต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในตัวเรา การเรียนรู้นี้จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเราเข้าถึงความเข้าใจที่สมบูรณ์นี้ นั่นคือจุดที่เราจะพ้นจากความทุกข์ เพราะเราแค่เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ปล่อยให้ใจนั้นนำปรากฏการณ์นั้นไปเชื่อมโยงกับความจำของเราที่ทำให้เกิดอารมณ์ทุกข์ต่างๆ เช่น โลภ โกรธ และหลง

การเป็นพระ คือการนำตัวเองเข้าไปสู่สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้นี้อย่างจริงจัง การเป็นพระต้องใช้ความกล้าหาญขั้นสูงสุดของมนุษย์ คือกล้าที่จะรื้อถอนความเชื่อว่าเรามีตัวตนอยู่จริง กล้าที่จะดำเนินการกำจัดความปรุงแต่งของจิตออกไป ให้เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งจะไม่มีทางกลับเข้าสู่การปรุงแต่งให้ทุกข์ได้อีกต่อไป

เมื่อถึงเวลานั้น ก็ไม่มีต้นเหตุให้มีการเกิดอีกต่อไป ทำให้เรากลายเป็นอิสระอย่างแท้จริง

พุทธธรรม คือความเข้าใจสรรพสิ่ง คล้ายกับเป้าหมายของวิชาฟิสิกส์ แต่พุทธธรรม อยู่เหนือฟิสิกส์ เพราะเป็นความเข้าใจในระดับที่ลึกที่สุด มูลฐานที่สุด และสำคัญที่สุดต่อมนุษย์ เมื่อได้รู้จักพุทธธรรมแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาฟิสิกส์อีกต่อไป

ภาพนี้ถ่ายด้วย Leica MP, Summicron-M 1:2 35mm. ASPH., Fuji NEOPAN 400.